โครงการ แนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการฮาลาลโลจิสติกส์ของผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล กรณีศึกษา ประเทศมาเลเซีย

โครงการ แนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการฮาลาลโลจิสติกส์ของผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล กรณีศึกษา ประเทศมาเลเซีย”

 คณะวิจัย   นายเสกสรร  สุธรมานนท์
  นายนิกร  ศิริวงศ์ไพศาล
  นางสาวพัลลภัช  เพ็ญจำรัส
  Dato' Ir Dr.Nordin B  Yunus
  นายปิยะพงศ์  เสนีย์รัตนประยูร

  

 

 

 

 

บทสรุป

             จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าตลาดอาหารฮาลาลสูงกว่า 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งนับเป็นจำนวนเงินมหาศาล ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านแหล่งวัตถุดิบอาหารฮาลาลที่ใหญ่กว่าประเทศอื่นๆ และมีศูนย์วิทยาศาสตร์อาหารฮาลาลตรวจรับรอง แต่พบว่าอาหารฮาลาลของไทยยังไม่เป็นที่นิยมในต่างประเทศเท่าที่ควร ซึ่งจากการเก็บข้อมูลและประชุมกับตัวแทนผู้ประกอบการได้ข้อสรุปว่า การดำเนินงานด้านอาหารฮาลาลของไทยมีปัญหาหลักเนื่องจาก

  1. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลของไทยมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ขาดการประสานงานแบบบูรณาการที่เป็นเอกภาพ ทำให้ผู้ประกอบการดำเนินการได้ล่าช้า และเกิดความซับซ้อน เช่น คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ให้การรับรองตราฮาลาล ซึ่งจะพิจารณาเฉพาะตัวผลิตภัณฑ์ ส่วนศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำหน้าที่รับรองกระบวนการฮาลาล (HAL-Q) ในขณะที่คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้การสนับสนุนงานวิจัยผลิตภัณฑ์ฮาลาล
  2. กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
  3. ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผลต่อการลงทุนสร้างระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล และภาคเอกชนไม่กล้าลงทุนกิจการในพื้นที่ดังกล่าว

                 ปัจจุบันถึงแม้ว่าประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกอาหารฮาลาลเป็นอันดับ 5 ของโลก แต่จากภาวะการแข่งขันของตลาดอาหารฮาลาลที่สูงขึ้น ทำให้หลายประเทศสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลของประเทศตนเอง โดยเฉพาะประเทศมาเลเซียได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการผลักดันประเทศให้เป็นศูนย์กลางฮาลาลโลก พร้อมสร้างมาตรฐานฮาลาลโลจิสติกส์ขึ้นเพื่อเพิ่มระดับความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ฮาลาลของตน ทำให้กลุ่มผู้บริโภคชาวมุสลิมในต่างประเทศหันมาสนใจมาตรฐานฮาลาลโลจิสติกส์ และมีแนวโน้มว่าในอนาคตมาตรฐานฮาลาลโลจิสตกส์อาจเป็นมาตรฐานกลาง มาตรฐานเดียวที่ประเทศชาวมุสลิมใช้ร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อมาตรฐานฮาลาลของสถาบันมาตรฐานฮาลาลประเทศไทย ทำให้ผู้ผลิตต้องหันไปพึ่งใบรับรองมาตรฐานฮาลาลโลจิสติกส์ของประเทศมาเลเซีย

                อย่างไรก็ตามหากกลุ่มประเทศลูกค้ามุสลิมมีความต้องการให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดฮาลาลโลจิสติกส์ของประเทศมาเลเซีย จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เนื่องจากการดำเนินงานขอการรับรองมาตรฐานฮาลาลของประเทศมาเลเซียมีต้นทุนสูงกว่าการขอรับรองมาตรฐานฮาลาลของประเทศไทย ทั้งนี้หากพิจารณาถึงผลกระทบของทางผู้ประกอบการแล้วสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

  1. ผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายใหญ่

การกำหนดมาตรฐานฮาลาลโลจิสติกส์ไม่ได้เป็นปัญหาหลักสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจาก ข้อกำหนดของฮาลาลโลจิสติกส์ประยุกต์มาจากหลักการ Food Safety ซึ่งในปัจจุบันทางโรงงานมีการดำเนินงานระบบนี้อยู่แล้ว การปรับตัวได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มมากนัก แต่อาจมีอุปสรรคในเรื่องการขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจกระบวนการผลิตอาหารฮาลาลอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในขั้นตอนการ เชือดสัตว์ ซึ่งยังต้องได้รับความช่วยเหลือจากทางภาครัฐในการจัดฝึกอบรมบุคลากรทางด้านนี้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น แพปลา ท่าเรือ และบริษัทขนส่ง

      2.    ผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย

การกำหนดมาตรฐานฮาลาลโลจิสติกส์จะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากสถานประกอบการของผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่มีโครงสร้างพื้นฐานและระบบการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการผลิตฮาลาล ดังนั้นต้องมีปรับปรุงด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการระบบคุณภาพ ภายในโรงงาน จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก

                สำหรับหน่วยงานที่ควรปรับปรุงเพื่อควบคุมให้สอดคล้องกับหลักการมาตรฐานฮาลาล ได้แก่ ในส่วนของท่าเรือรับวัตถุดิบ บริษัทขนส่ง และท่าเรือส่งออกสินค้า จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยต้องจัดการแยกการขนส่ง พื้นที่จัดเก็บ ระหว่างสินค้าฮาลาลออกจากสินค้าไม่ฮาลาล ตามหลักการทางศาสนาอิสลาม ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของภาครัฐบาล

                ทั้งนี้หากหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านมาตรฐานฮาลาลคือ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ไม่สามารถรวบรวมความรับผิดชอบการดำเนินงานด้านฮาลาลไว้ได้เพียงหน่วยเดียว จะส่งผลให้ทางผู้ประกอบการจำเป็นต้องขอการรับรองมาตรฐานฮาลาลจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสูงกว่าการขอรับรองฮาลาลจากคณะกรรมกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

                แนวทางการดำเนินงานสำหรับผู้ประกอบการในกรณีที่มีความต้องการตราฮาลาลโลจิสติกส์ประเทศมาเลเซียจากกลุ่มลูกค้าประเทศชาวมุสลิม มีดังนี้

  1. ผู้ประกอบการประเทศไทยร่วมทุนกับผู้ประกอบการมาเลเซีย โดยผลิตสินค้าในโรงงานประเทศไทย และประทับตราฮาลาลของมาเลเซีย เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพและข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบ แรงงาน และบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการผลิตอาหาร แต่มาตรฐานฮาลาลของไทยยังไม่ได้รับความนิยมในตลาดลูกค้าชาวมุสลิม ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยมาตรฐานฮาลาลของมาเลเซีย โดยประเทศไทยมีบทบาทรับจ้างผลิต และประเทศมาเลเซียซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มประเทศชาวมุสลิมเป็นผู้ทำการตลาด การที่ผู้ประกอบการไทยเป็นผู้รับจ้างผลิตมากกว่าเป็นผู้ค้าที่สามารถควบคุมช่องทางการตลาด หรือการเป็นเจ้าของแบรนด์ จะต้องเสียกำไรส่วนหนึ่งให้กับมาเลเซีย แต่จะเป็นโอกาสในการขยายตลาดประเทศชาวมุสลิมต่อไป
  2. ผู้ประกอบการไทยควรเจาะตลาดผู้ร่วมลงทุนจากตะวันออกกลางเข้ามาแทนมาเลเซียและอินโดนีเซีย จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในแถบเอเชียทำให้การค้าระหว่างประเทศสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในปัจจุบันประเทศไทยกับประเทศอื่นๆมีปริมาณการนำเข้า-ส่งออกที่สูงมาก การสร้างพันธมิตรกับประเทศชาวมุสลิมถือเป็นกลยุทธ์การเข้าถึงตลาดผู้บริโภคในต่างประเทศ โดยภาครัฐควรประสานงานกับกองทุนการเงินจากประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งมีทิศทางขยายการลงทุนเข้ามาในกลุ่มประเทศเอเชียใต้ และสนใจนำเงินจำนวนมากเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลแบบครบวงจร  เช่น  กลุ่มกองทุนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติอาหรับ (SWF)  และอุตสาหกรรมอาหารทะเล  โดยอาจร่วมทำอุตสาหกรรมประมงน่านน้ำและแปรรูปสัตว์น้ำในน่านน้ำตะวันออกกลางเพื่อตอบสนองการบริโภคอาหารทะเลของผู้บริโภคในตะวันออกกลางให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ลูกค้าในกลุ่มประเทศดังกล่าว มีความสัมพันธ์ที่ดีและเชื่อมั่นในการควบคุมกระบวนการผลิตของไทยว่าเป็นไปตามหลักการผลิตอาหารฮาลาล อีกทั้งผู้ร่วมลงทุนจากกลุ่มประเทศมุสลิมจะทำการตลาดอาหารฮาลาลให้ประเทศไทย
  3. แจ้งขอให้ผู้ตรวจประเมิน (Auditor) ของมาเลเซียมาตรวจสอบ และดำเนินการขอตราฮาลาลมาเลเซียเพื่อส่งออก เนื่องจากมาตรฐานการตรวจประเมินฮาลาลของประเทศมาเลเซียได้รับการยอมรับจากนานาชาติ การขอตราฮาลาลมาเลเซียจะทำให้ลูกค้าชาวมุสลิมเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าอาหารฮาลาลของไทย ซึ่งจะทำให้มูลค่าการส่งออกอาหารฮาลาลไทยสูงมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการอาจต้องประสบปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากการดำเนินการขอตราฮาลาล และการใช้ตราฮาลาลมาเลเซียระยะเวลานานจะทำให้ประเทศไทยพัฒนามาตรฐานฮาลาลให้เป็นที่ยอมรับจากกลุ่มประเทศชาวมุสลิมได้ยากขึ้น เนื่องจากกลุ่มลูกค้าจะเกิดความเชื่อมั่นในตราฮาลาลของมาเลเซียเพียงผู้เดียว